1
256 shares, 1 point

แอดจะไม่ทนอีกต่อไป! ผมต้องตอบคำถามมากมายกับผู้หัดเล่นมือใหม่ที่ยังไม่รู้อะไรเลย และมือเก่าบางคนที่เล่นมาพอสมควร แต่ยังมีความเข้าใจผิดๆ โพสนี้ในนามของ Virtual Reality Thailand จึงขออธิบายสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับ VR ให้ผู้สนใจได้ศึกษาความรู้กันครับ

เริ่มจากอันนี้เลยดีกว่า น่าจะเป็นความเข้าใจผิดอันดับต้นๆ เกี่ยวกับแว่น VR นั้นก็คือ “ขอบดำ” เป็นคำถามที่พบบ่อยมากในผู้สนใจเล่น VR หน้าใหม่ ไม่รู้ว่ามีเว็บไหน ไปเขียนไว้มั่วๆ ซั่วๆ เรื่อง “ขอบดำ”

โพสนี้แอดมินฟลุ๊คเลยจะมีปรับพื้นฐานของนักเล่น Virtual Reality Thailand รุ่นใหม่ ให้ได้เข้ากันกันอย่างถี่ถ้วน ว่าคำศัพย์แต่ละคำ ที่ฝรั่งเค้าใช้กันมันมีอะไรบ้าง เริ่มเรื่องไหนก่อนดีล่ะ? เอาเรื่องขอบดำนี่ก่อนเลยละกันครับ

ขอบดำในแว่น VR คืออะไร

ไม่รู้เว็บไหนได้เขียนบนความไว้มั่วๆ กับไอ้เรื่องขอบดำนี้ จนมันทำให้ผมรำคาญจนต้องลุกขึ้นมาเขียนบทความนี้ ให้รู้แล้วรู้รอด

ขอบดำ ในแว่น VR จริงๆ แล้วมันคือการแสดงผลที่ “เกิดกว่า” ที่จอภาพในแว่นจะแสดงผลได้ นักพัฒนาจึงต้องทำให้ส่วนนั้นแสดงผลเป็นสีดำ เหมือนกับขอบทีวี หรือขอบจอมอนิเตอร์ ถ้าเราเอาหน้าไปจ้องใกล้ๆ ตรงขอบ มันก็ต้องเห็นเป็นสีดำนั่นแหละ

ขอบดำในแว่น VR

ขอบดำ นั้นคือ Negative ของ Field of View

ผมอยากให้ผู้ใช้งานแว่น VR เลิกสนใจเรื่อง “ขอบดำ” ที่มีคนเอาไปเขียนมั่วๆ แล้วมาสนใจกับคำว่า FOV แทนครับ เพราะขอบดำมันคือส่วนที่จอแสดงผลมันไม่สามารถแสดงผลได้

Field of View (ตัวย่อ FOV)

FOV คือ “วิวกว้าง” หรือ “มุมมอง” ที่แว่นแต่ละรุ่นจะแสดงผลได้ ซึ่งโดยทั่วไปเริ่มตั้งแต่ 85-120 องศา(แต่ตอนนี้มีแว่นที่แสดงผล 200 องศาแล้วนะ)

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า FOV ของสายตามนุษย์จะมองเห็นได้นั้นอยู่ที่ประมาณ 210 องศา

ท่านผู้อ่านลองหันหน้าตรง แล้วกางมือทั้ง 2 ข้างออกจากลำตัว เยื้องไปข้างหลังเล็กน้อย แล้วลองเหลือบตาไปมองมือตัวเอง โดยที่ยังคงหันศีรษะตรงไปข้างหน้า นั่นคือภาพกว้างที่สุดที่สายตามนุษย์จะมองเห็นได้(โดยไม่ต้องหันหัวตาม) ซึ่งก็คือ 210 องศา กระต่าย, แมลงวัน หรือสัตว์ที่มีลูกตาอยู่ด้านข้าง ก็จะมี FOV กว้างกว่ามนุษย์ คือหันหน้าตรงไป แต่เกือบจะมองเห็นหางตัวเองได้

ภาพ FOV ของสายตากระต่ายเปรียบเทียบกับ FOV ของมนุษย์ (Human Field of View – http://didier-chantier.com)

FOV ของแว่น VR แต่ละรุ่น

PC VR – HTC Vive/Pro 110°, Oculus Rift 110°, Windows Mix Reality ทุกรุ่น 110°, PimaxVR 8K/5K+ 200°, StarVR 200°

VR Standalone – Oculus GO 110°, Oculus Quest 110°, Mi VR Standalon 110°

VR Mobile – Samsung GearVR 2017 95°

Cardboard – Google Cardboard(กระดาษ) 85°, VR BOX 100°, VR Shinecon 85-95°, FiiT VR 120°, BOBOVR Z4 120°, BOBOVR Z5 2018 120°

 

จะเห็นได้ว่าแว่น VR ส่วนใหญ่จะมี FOV อยู่ที่ 110 องศา ซึ่งเป็นวิวกว้างที่ทำเลนส์และจอแสดงผลง่าย และแว่นที่มี FOV มากที่สุดในโลกในตอนนี้ก็คือ PimaxVR และ StarVR ซึ่งมีวิวกว้างอยู่ที่ 200 องศากันเลย(FOV เกือบเท่าสายตามนุษย์ มาพร้อมราคาหลักแสน)

ด้วยความกว้างของมุมมอง ก็ตามมาด้วยการทำเลนส์และจอแสดงผล ลองนึกภาพตามนะครับ การเอาจอ Full HD อย่าง HTC Vive มาขยายให้เป็น 2 เท่าเพื่อให้ได้ FOV มากขึ้นเป็น 200 องศา ภาพที่เห็นเป็นเม็ดพิกเซลอยู่แล้ว(ฮ่าๆ) ก็ยิ่งแม่งแตกกันไปใหญ่ จนไม่ต้องเล่นกันพอดี เพราะฉะนั้นเจ้าไหนที่คิดจะทำแว่นที่มีวิวกว้างมากๆ ก็ต้องเพิ่มความละเอียดของจอแสดงผลด้วย(อย่างเช่น PimaxVR 8K) แล้วยิ่งจอแสดงผลละเอียดเป็น 4K, 5K+ หรือ 8K แล้วละก็ การ์ดจอของ PC ที่จะขับเคลื่อนการแสดงผลก็ยิ่งต้องแรงเข้าไปอีก ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งตามเป็นมาขบวน

วิวกว้างของแว่น VR ทั่วไปที่มี FOV อยู่ที่ 110 องศา (HTC Vive, Oculus Rift, Windows Mix Reality)
วิวกว้างของแว่น PimaxVR ที่มี FOV อยู่ที่ 200 องศา ราคาประมาณ 5 หมื่นบาท

เพราะฉะนั้นหากใครริอาจมากถามผมว่า “มีแว่นที่ไม่มีขอบดำมั้ยพี่”

ผมจะสวนไปเลยว่า “มึงมีเงินถึงแสน ที่จะซื้อของเล่นชุดนี้มั้ย?” ( เผลอๆ 100K ยังไม่พอด้วยซ้ำ)

โอเค, เข้าใจกันแล้วนะเรื่องขอบดำ กับ FOV กันแล้วใช่มั้ยครับ งั้นไปดูเรื่องอื่นกันต่อ

 

ภาพเลนส์ของแว่น VR รุ่น PimaxVR 8K ที่มี FOV กว้างที่สุดในโลก ที่ 200 องศา

แว่น VR มีกี่รุ่น แบบไหนบ้าง

เป็นคำถามที่กว้างพอสมควร เพราะตั้งแต่ที่ VR กลับมาบูมตั้งแต่ปี 2016 มาจนถึงปัจจุบัน 2018 ผู้ผลิตทั่วโลก แห่ทำ VR HMD ออกมากันมากมายหลายหลาก น่าจะเกือบๆ 200 แบบด้วยกัน ทั้งที่ดังและไม่ดัง แอดมินจึงขอแยกตามการใช้งาน ดังนี้

แบ่งตามแหล่งการเชื่อมต่อ

VR สำหรับ PC – ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าสำหรับ PC คือถ้าไม่มี PC ก็เล่นไม่ได้ อย่างเช่น HTC Vive

  • Oculus Rift
  • HTC Vive/Pro
  • Windows Mix Reality – Sansung Odyssey/+, Acer, Asus, Dell
  • PimaxVR 4K, 5+, 8K
  • StarVR
  • OSVR
  • PlayStationVR

VR Standalone – แว่นที่ไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ใดๆ คือหยิบมาสวมหัว ก็เล่นได้เลยทันที

  • Oculus GO – ใช้แอพและเกมของ Oculus Store เท่านั้น
  • Oculus Quest – ใช้แอพและเกมของ Oculus Store เท่านั้น
  • HTC VIVE Focus – ใช้แอพและเกมของ VIVE Port เท่านั้น
  • Mirage SOLO – ใช้แอพและเกมของ Google Daydream เท่านั้น
  • Xiaomi Mi VR Standalone – ใช้แอพและเกมของ Mi VR เท่านั้น

VR Mobile – แว่นที่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือเป็นจอภาพ

  • Gear VR – ใช้แอพของ Oculus Store รุ่นหลังมี Controller 3 DoF
  • Daydream VR – ใช้มือถือเป็นจอภาพ ร่วมกับการบังคับด้วย Controller 3DoF ใช้แอพของ Daydream VR
  • Google Cardboard VR – ใช้โทรศัพท์มือถือ Android/iOS เป็นจอภาพ ดาวน์โหลดแอพได้จาก Playstore หรือ Appstore

ซึ่งจะเห็นได้ว่าแว่น VR ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกหนีไม่พ้นแว่นแบบ Cardboard เพราะมันถูกครับ เหมาะสำหรับคนเริ่มหัดเล่น ถ้าโดนใจก็ไปต่อกันที่แว่นสำหรับ PC เช่น HTC Vive หรือ Oculus Rift ที่ชุดเดียวจบ ส่วน VR Standalone ก็เหมาะสำหรับคนที่ชอบ VR แต่ไม่อยากจะต่อโน่นต่อนี่ เตรียมพื้นที่ให้ยุ่งยากอะไรมากกว่า

แบ่งตามแหล่งเนื้อหาข้อมูล

Steam VR – แหล่งรวมแอพและเกม VR ที่เยอะที่สุดในโลก

Oculus Store – แหล่งดาวน์โหลดแอพและเกมสำหรับแว่นยี่ห้อ Oculus โดยเฉพาะ

VIVE Port – แหล่งดาวน์โหลดแอพและเกมสำหรับแว่นยี่ห้อ HTC Vive, VIVE Focus โดยเฉพาะ ภายหลังเปิดให้ชาว Oculus เข้าไปซื้อของในตลาดได้แล้ว

PlayStation VR – เกมสำหรับเครื่องเพลย์ล้วนๆ

Daydream – แหล่งดาวน์โหลดแอพและเกมสำหรับ มือถือที่รองรับ Daydream

Cardboard – แหล่งดาวน์โหลดแอพและเกมสำหรับมือถือ Android และ iOS

เอาจริงๆ ก็คือ แหล่งเกม VR ที่สนุกๆ ดังๆ อยู่ใน SteamVR กันหมดแล้ว ถ้าคิดจะเล่น VR ให้สุด งบเหลือๆ ก็ต้องมองหาแว่นที่รองรับ SteamVR กันละครับ

 

เกม VR, แอพ VR มีแบบไหนบ้าง?

ถ้าจะให้แบ่งแอพหรือเกม VR ละก็ ขอแบ่งตามหมวดใน SteamVR ละกันนะครับ

  • เล่นคนเดียว(Single Player) หรือ เล่นหลายคนพร้อมกัน(Multiplayer)
  • ใช้พื้นที่ในการเล่น(Room Scale) หรือ นั่งเล่น(Seated)
  • อุปกรณ์ควบคุมจับการเคลื่อนไหว(Tracking) หรือ เกมแพด(Gamepad)
  • Windows Mix Reality หรือ VR เท่านั้น

ที่มา https://store.steampowered.com/vr/#p=0&tab=TopSellers

 

Degrees Of Freedom ตัวย่อ DoF

ก่อนจะไปอธิบาย Room Scale หรือพื้นที่ในการเล่นแว่น VR แบบ 6 DoF ละก็ ต้องอธิบายเรื่อง Deegrees of Freedom กันก่อน ซึ่งเค้าเรียกกันสั้นๆว่า DoF หรือถ้าจะให้ผมเรียกง่ายๆเป็นภาษาไทยเลยนะ ผมจะเรียกมันว่า “แกน” เพราะการเคลื่อนที่

3 DoF – การจับการเคลื่อนไหวแบบ 3 แกน ลองนึกถึงรีโมททีวีแบบ Air Mouse ดูครับ นั่นแหละใช่เลย คือจับการเคลื่อนไหวอยู่แค่ 3 แกนคือ ม้วนหน้า-ม้วนหลัง, หมุนในแนวแกน ทวนเข็ม-ตามเข็ม แล้วก็ หมุนในแนวราบ ทวนเข็ม-ตามเข็ม

6 DoF – การจับการเคลื่อนไหวแบบ 6 แกน เพิ่มเติมจาก 3DoF ไปอีก 3 แกน ซึ่งก็คือ เลื่อนไปข้าวหน้า-ข้างหลัง, เลื่อนไปด้านซ้าย-ขวา และ เลื่อนขึ้น-เลื่อนลง ซึ่งก็จะเป็นการจับการเคลื่อนไหวแบบที่สมจริงที่สุด

ใครยังไม่เข้าใจ ลองดูภาพประกอบนี้ครับ

3DoF, 6DoF – https://hackernoon.com

Controller อุปกรณ์ควบคุมต่างๆ

อธิบายเรื่องแว่น VR กันไปเยอะแล้ว คราวนี้มาถึง Controller หรืออุปกรณ์ควบคุม หรือจำลองมือ-เท้า ในโลก VR กันบ้างครับ ขอใช้คำว่า คอนโทรลเลอร์ละกันครับ จะได้ครอบคลุมถึงทุกรูปแบบ

คอนโทรลเลอร์ของโลกเสมือนจริงในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบครับ พื้นๆ เลยก็คือ Gamepad, Joystick ที่เราใช้กดบังคับเกม แต่ต่างจากจอยเกมสมัยที่แอดมินนั่งหน้าทีวีกดตอนเด็กๆ ก็คือสมัยนี้มันเป็นแบบ Wireless(ไร้สาย) จะใช้ WiFi หรือ Bluetooth ก็แล้วแต่ผู้ผลิตอีกทีครับ และถ้าขยับขึ้นมาอีกขั้น ก็จะเป็นพวก คอนโทรลเลอร์ 3 แกน(3 DoF Controller) หรือจะเป็น 6 DoF Controller ขอเรียงลำดับดังนี้ครับ

VR Controllers รูปแบบต่างๆ – https://vrsource.com
  • Joy Stick/Gamepad (จอยสติ๊ก/เกมแพด) – เมื่อตอนเด็กๆ เรียกจอยสติ๊ก พอโตมาทำไมเค้าเรียกว่าเกมแพดก็ไม่ทราบครับ ซึ่งเกม VR ที่ออกมาช่วงแรกๆ ของ Oculus ส่วนใหญ่ก็จะใช้ Gamepad เล่นครับ เพราะตอนนั้น Oculus ยังไม่มีคอนโทรลเลอร์จับการเคลื่อนไหวของมืออย่างทุกวันนี้
  • Tracking Controllers (คอนโทรลเลอร์จับการเคลื่อนไหว) แบ่งออกเป็น 3 แบบด้วยกันครับ
    • 3 DoF Controller – คือคอนโทรลเลอร์แบบ 3 แกน อย่างเช่น Samsung GearVR 2017, Daydream Controller, Oculus GO ทั้ง 3 แบรนด์นี้ใช้ตัวควบคุมแบบ 3 แกนครับ
    • 6 DoF Controller – เอาง่ายๆเลย ก็คือ คอนโทรลเลอร์แบบ HTC Vive หรือ Oculus Rift Controller นั่นแหละครับ ที่จับการเคลื่อนไหวแบบ 6 แกน(6 DoF) เดินไปเดินมา มือก็อยู่กับเราตลอด ข้อนี้รวมไปถึง WMR Controller, VIVE Tracker ที่เอาไว้ใช้แปะอุปกรณ์เสิรมเพื่อจับการเคลื่อนไหวในส่วนอื่นด้วย ซึ่งยังมีตัว 6DoF Google Daydream Controller, VIVE Focus 6DoF กำลังจะออกในปีหน้า(2019)นี้แล้วครับ แล้วก็ยังมี VALVE Knuckles ที่จับการเคลื่อนไหวของนิ้วทั้ง 5 ได้อีก
    • VR Grove – ถุงมือ VR ซึ่งตอนนี้มี 2-3 เจ้าที่กำลังพัฒนาอยู่ครับ คือนอกจากจะจับการเคลื่อนไหวแบบ 6DoF แล้วยังสามารถออกแรงกระทำมาที่นิ้วมือของเราได้อีกด้วย เช่น สมมติว่าเราบีบกระป๋องโค้กใน VR ถุงมือก็จะออกแรงต้านเป็นรูปทรงกระบอก ให้มือของเรารู้สึกว่ากำลังบีบกระป๋องโค้กอยู่จริงๆ ไม่ใช่ว่าออกแรงบีบใน VR แล้วกลายเป็นกำหมัดเลย แบบนั้นถือว่าเป็นการกำหมัด ไม่ใช่การจับกระป๋องครับ (ลองทำมือจับกระป๋อง เปรียบเทียบกับทำมือแบบกำหมัดดูครับ)
  • VR Treadmill (ลู่วิ่งเสมือนจริง) – หากใครเคยดูหนังเรื่อง Ready Player One คงนึกออกตอนที่พระเอกใช้งาน VR อยู่ในรถตู้ ซึ่งลู่วิ่งเสมือนจริงนั้นก็ได้มีหลายค่ายทำออกมาจำหน่ายแล้วอย่างเช่น Omni VR, KAT VR ที่พอมีให้เห็นในบ้างเรา ราคาก็หลายหมื่นอยู่ แต่ที่แอดมินสั่งมาเล่นเอง เป็นรองเท้า VR จากค่าย Cybershoes ครับ จำลองการเดินใน VR แต่ไม่ต้องมีลู่วิ่ง ไว้ถ้าทางผู้ผลิตจัดส่งมาเมื่อไหร่ จะทำคลิปรีวิวกันให้ได้ดูนะครับ
  • VR Suite – ชุดเกราะ VR ที่ไม่ได้ใส่เพื่อป้องกันกระสุนอะไร กลับเป็นตรงกันข้าม เพราะมันถูกสร้างมาเพื่อสร้างแรงประทะจากโลก VR ให้มาแสดงการกระทำกับตัวผู้เล่นในโลกจริง ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 1-2 เจ้าที่กำลังพัฒนาชุดสูท VR แบบนี้อยู่
ชุด VR จากหนังเรื่อง Ready Player One
ชุดสูท VR ของจริงที่ Haptic Tesla กำลังพัฒนา
VALVE Knuckles VR Controller – VR Scout
VR Treadmill หรือลู่วิ่งในโลก VR

นอกจากคอนโทรลเลอร์พวกนี้แล้ว ยังมีพวงมาลัยจำลองการขับรถ เก้าอี้ VR แบบต่างๆ ทั้งนั่งหมุนไปมา ถึงเก้าอี้ 9D ที่นั่งตีลังกาได้เลยก็มีครับ ซึ่งอุปกรณ์ควบคุมเหล่านี้ก็ต่างถูกคิดค้นและพัฒนาควบคู่ไปกับแว่นและเกม เพื่อสร้างความสมจริงในขณะเล่น VR ให้สมจริงที่สุดครับ

Room Scale

อธิบายยาก เลยขอให้ดูภาพก่อนดีกว่าครับ มันคือพื้นที่ๆตัวจับการเคลื่อนไหว ที่กำลังเชื่อมต่อ จับการเคลื่อนไหวของ Controller ต่างๆ ว่าตัวเราอยู่ในตำแหน่งไหนในห้อง มันก็จะเอาไปแสดงผลในโลก VR ให้ตามนั้นครับ

ซึ่งในอนาคตการเล่น VR แบบ 6DoF อาจจะไม่ต้องใช้ Roomscale และ Basestation แบบนี้แล้วก็เป็นได้ อย่างเช่นแว่นของ Windows Mix Reality กับ Controller ที่สามารถจับวัตถุภายนอก เพื่อสร้าง Roomscale ได้โดยไม่ต้องมีตัว Basestation (ตัวที่ติดที่มุมห้อง)

และในปีหน้า 2019 ทาง Oculus ก็จะวางจำหน่าย Oculus Quest ที่เป็นแว่นไม่ต้องต่อกับ PC และยังจับวัตถุรอบข้างผู้เล่นมาสร้าง Roomscale ของตัวเองได้อีกด้วย

 

ภาพแสดง Roomscale ที่จับการเคลื่อนไหวของอุปกรณ์ VR แบบ 6DoF
Oculus Quest

VR Link 1.0

มาตรฐานใหม่ของช่องเชื่อมต่อ(Port) สายต่างๆ ของอุปกรณ์ VR ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันการเชื่อมต่อ VR HMD นั้นจะใช้ช่อง HDMI, Micro HDMI, USB 3.0 ในการเชื่อมต่อเพื่อแสดงภาพจาก PC ไปที่แว่น 1 ตัว อย่างเช่นแว่น HTC Vive ตัวแรกนั้นมีสาย ถึง 3 เส้น เพื่อแสดงผลทั้งภาพและเสียง และไฟเลี้ยงจอ ความยุ่งยากตรงนี้ทำให้เกิดความร่วมมือของสมาคม VR ต่างประเทศ ถือกำเนิดช่องเสียบ VR Link ขึ้นมา ให้จบทั้งภาพ, เสียง ไฟเลี้ยงจอ ให้จบภายในเส้นเดียว(ถึงแม้ว่าในอาคตจะเป็นแบบ VR ไร้สาย ก็ต้องใช้ช่อง VR Link ในการเชื่อมต่อแว่นกับตัว Wireless อยู่ดี ซึ่งตอนนี้เจ้าช่อง VR Link ก็ใช้งานจริงครั้งแรกกับการ์ดจอเทพอย่าง GTX2010 Ti

ภาพแสดงช่องเสียบ VR Link มาตรฐานใหม่ของโลก

 

แว่น VR รุ่นไหนดีที่สุด?

อันนี้ต้องมาดูที่การใช้งานและงบประมาณครับ ถ้าอยากเรียนรู้ VR เบื้องต้น ก็แนะนำให้ซื้อแว่น Cardboard มาลองก่อน แต่งบางคนซื้อแว่นกระดาษหรือแว่น VR BOX ที่เลนส์ห่วยๆมาลอง ก็อาจจะขยาด VR ไปเลยเพราะ เลนส์คุณภาพต่ำมันทำให้คุณมึนหัว ถ้าอยากเริ่มลองแล้วได้ประสบการณ์ที่ดีขึ้น เอาไว้ดูหนัง ดู YouTube เบาๆ แนะนำให้หารุ่นที่เลนส์ดีๆ และมี FOV ที่กว้าง อย่างเช่น BOBOVR Z4, BOBOVR Z5 2018 ครับ

ถ้าหากใครเคยลอง VR แล้วติดใจขึ้นมา อยากดูหนังหรือเสพสื่อ VR อย่างเป็นประจำ เอาไว้ออกงานให้ลูกค้าดู โดยที่ไม่ต้องมี PC หรือเนื้อที่ในการเล่นมากมาย ก็แนะนำให้จัด Oculus GO 32 GB ขยันจัดการไฟล์หน่อย ผมว่า 32 GB ก็เหลือๆ ครับ เพราะแอพไหนเกมไหนไม่ดี เราก็ลบทิ้งกันเดี๋ยวนั้นไปเลย ไม่เกะกะ Library ด้วย

แต่ถ้าหากว่าชอบ VR สุดๆ หลงไหลมันมากๆ หรือต้องใช้เป็นงานเป็นการ และต้องการประสบการณืที่ดีที่สุดแล้วละก็ ต้องจัดชุด HTC Vive/Pro หรือ Oculus Rift หรือ Windows Mix Reality ที่ต้องเชื่อมต่อกับ PC กับ SteamVR อย่างเต็มสูบแล้วแหละครับ แต่การจะเล่นแว่นระดับ Hi-end 3 เซ็ตนี้ ก็ต้องนึกถึงขนาดพื้นที่ในบ้าน (อย่างต่ำก็ 2×2 เมตร) แล้วก็ PC Core i5, แรม 8 GB, การ์ดจอสัก GTX1050Ti กำลังดีครับ

แต่ถ้าหากใครต้องการแว่น VR ไปใช้ในงานองค์กรณ์ระดับสูง อย่างเช่น เรียนการจำลองขับเครื่องบิน ต้องโน่นเลยครับ PimaxVR 8K (4 หมื่น) หรือ StarVR (1 แสนกว่าบาท) รับรองว่าที่สุดของแจ้ ไม่มีใครจะเทียบชั้นคุณได้แล้วครับ

StarVR ONE แว่น VR วิวกว้าง 200 องศา ราคา 1 แสนกว่าบาท(น้องๆ คนไหนไม่อยากเห็นขอบดำ ซื้อเลยครับ)

 

 

เป็นยังไงบ้างครับ กับบทความโลกเสมือนจริง Virtual Reality Thailand หวังว่าบาทความด้าน VR ที่แอดมินฟลุ๊คเขียนร่ายยาวมาขนาดนี้ จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังศึกษา และสนใจโลกเสมือนจริง Virtual Reality กันบ้างนะครับ สุดท้ายนี้ฝากกดติดตามช่องทางที่ท่านสะดวกด้วยนะครับ ทุกยอดการติดตาม มันเป็นกำลังใจให้ผมลุกขึ้นมาทำคลิป ทำบทความให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ

YouTube https://goo.gl/TdKd5V
Facebook fb.com/vrcardboardthailand
กลุ่มพูดคุย LINE https://line.me/ti/g2/EDEXE7BAK3


Like it? Share with your friends!

1
256 shares, 1 point

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้?

ความคิดเห็น

Choose A Format
Personality quiz
Series of questions that intends to reveal something about the personality
Trivia quiz
Series of questions with right and wrong answers that intends to check knowledge
Poll
Voting to make decisions or determine opinions
Story
Formatted Text with Embeds and Visuals
List
The Classic Internet Listicles
Countdown
The Classic Internet Countdowns
Open List
Submit your own item and vote up for the best submission
Ranked List
Upvote or downvote to decide the best list item
Meme
Upload your own images to make custom memes
Video
Youtube, Vimeo or Vine Embeds
Audio
Soundcloud or Mixcloud Embeds
Image
Photo or GIF
Gif
GIF format